เป็นแค่ Jack ไม่พอ

ภาษาอังกฤษมีคำกล่าวว่า “Jack of all trades, master of none” ซึ่งหมายถึงคนที่รู้หลาย ๆ อย่าง ทำได้หลาย ๆ อย่าง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญเลยแม้แต่อย่างเดียว

ทุกวันนี้ผมเห็นคนหลายคนมีลักษณะเป็น Jack of all trades และหาเลี้ยงชีพด้วยวิธีนี้ คือรู้หลาย ๆ เรื่อง เพราะไปสืบค้นมา ไปอ่านมา เสร็จแล้วเอามาเล่าต่อ ย่อยให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น คนที่เป็นลักษณะนี้ที่เป็นต่างชาติก็มี แล้วก็เอามาเขียนเป็นบทความต่าง ๆ มากมาย บางคนถึงกับออกเป็นหนังสือ เรื่องราวที่เขียนก็หลากหลาย คนก็ชื่นชมยกย่องกันทั้งสิ้น

แน่นอนว่าหลายครั้ง–ถ้าไม่ใช่ส่วนมาก–นั้นการทำแบบนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเรื่องที่นำมาเล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่มีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด และเป็นเรื่องที่ไม่ได้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ แต่บางครั้ง–ซึ่งบางครั้งที่ว่านั้นบ่อยกว่าที่คิด–การทำแบบนี้นั้นเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ผิด หรือที่ไม่ได้รับการยอมรับจริง ๆ

ความน่ากลัวของการเป็นแค่ Jack แล้วทำอย่างนี้คือ ตัว Jack เองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองอ่านมานั้นเชื่อถือได้มากแค่ไหน และนำเสนอข้อมูลที่อย่าง “มั่นใจ” และให้ค่าความน่าเชื่อถือมากเกินจริง แม้จะเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาก ๆ อย่างเปเปอร์ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่ peer-review แล้วก็ยังพลาดได้ เพราะว่าผู้เล่าต่อเป็นแค่ Jack ไม่ใช่ Master

ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ผมขอยกตัวอย่างปัญหาในลักษณะนี้จริง ๆ ที่ผมไปเจอมา คือเรื่อง Sapir-Whorf Hypothesis โดยเฉพาะกรณีงานของ Chen (2013)

่ก่อนอื่นควรจะบอกพื้นฐานคร่าว ๆ ก่อนว่า Sapir-Whorf Hypothesis เป็นสมมติฐานที่มีสองเวอร์ชันคือเวอร์ชันแรง (strong) ซึ่งเดี๋ยวนี้ในหมู่นักภาษาศาสตร์ไม่มีใครยอมรับแล้ว บอกว่า “ภาษากำหนดความคิด” เวอร์ชันอ่อน (weak) บอกว่า “ภาษามีอิทธิพลต่อความคิด” ซึ่งยังก็เป็นที่ถกเถียงกันตลอดมา ตรงนี้นักภาษาศาสตร์อเมริกันจำนวนมากก็ปฏิเสธจุดนี้เพราะ “ค่าย” ที่เขาอยู่ไม่ซื้อเรื่องนี้ ส่วนตัวผมเชื่อสมมติฐานแบบอ่อน แต่ความเชื่อผมไม่เกี่ยวกับสิ่งที่พูดต่อไป

ระหว่างท่องอินเทอร์เน็ต วันหนึ่งผมก็ไปเจอคนพูดใน Podcast เกี่ยวกับ Sapir-Whorf Hypothesis นี่แหละ แต่ไม่ได้พูดชื่อสมมติฐานออกมาตรง ๆ ผู้จัดก็พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง tense และ mood กับความคิดของผู้ใช้ภาษา ว่าผู้ใช้ภาษาจะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจคอนเซปต์เวลา และการสมมุติ (ในกรณีของ subjunctive mood) ถ้าไม่มี tense หรือ mood สำหรับบอกสิ่งเหล่านั้น ซึ่งในหมู่นักภาษาศาสตร์ทราบกันดีว่างานหลายชิ้นที่ทำเรื่องนี้นั้นหมดความน่าเชื่อถือไปแล้วทั้งสิ้น เพราะจริง ๆ แล้วคนที่พูดภาษาที่ไวยากรณ์ไม่ได้ควบรวมสิ่งเหล่านี้เข้าไป ก็ไม่ได้มีปัญหาการเข้าใจคอนเซปต์เหล่านั้นอยู่ ภาษาไทยเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะภาษาไทยนั้นเป็นภาษาที่ไม่มี tense (Comrie 1985) แต่คนไทยก็ไม่ได้มีปัญหาในการรับคอนเซปต์เรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคตแต่อย่างใด

ถ้าขยายให้ใหญ่ขึ้น นี่เป็นเสมือนการเคลมว่า “คนเราไม่สามารถรับรู้คอนเซปต์ที่อยู่นอกเหนือจากที่ภาษาเราแสดงได้” พูดง่าย ๆ คือเป็น Sapir-Whorf แบบแรง ซึ่งถือเป็น myth ทางภาษาที่เก่ามากและไม่มีนักภาษาศาสตร์คนไหนเชื่อเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณเป็น Jack แล้วเจองานวิชาการ (ที่เก่า !) จำนวนมหาศาลเรื่องนี้ในสมัยที่มันยังเป็นที่นิยมก็อาจจะตกไปเชื่อได้

แต่จุดพี้กของเรื่องนี้อาจจะอยู่ที่งานของ Keith Chen เรื่องอิทธิพลของไวยากรณ์ต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่ผู้จัดรายการพูดถึงในเวลาต่อมา คร่าว ๆ ก็คือ Chen พูดถึงภาษาที่มี strong Future Time Reference (strong FTR) ตามการแบ่งของ EUROTYP นั่นคือ ไวยากรณ์ของภาษานั้น ๆ  บังคับให้มีการใส่ marker (ตัวแสดงคุณสมบัติ) เข้าไปเกือบทุกครั้งเวลาพูดถึงอนาคต (หรือละเอียดกว่านั้นคือเวลาพูดอะไรที่เป็นการทำนายเรื่องในอนาคต) ไม่ใส่จะสื่อถึงอนาคตไม่ได้ เช่น will ในภาษาอังกฤษ และภาษาที่มี weak FTR คือพวกที่ไม่จำเป็นต้องใส่ marker

งานของ Chen พบว่าคนที่มี strong FTR จะมีแนวโน้มเรื่องการอดออมที่แย่กว่า มีโอกาสจะทำอะไรแย่ ๆ มากกว่า โดยให้เหตุผลว่า “เพราะเรื่องอนาคตมีอยู่ในภาษาอยู่แล้วเลยไม่ได้คิดถึงมาก” ถ้ายังไม่ลืมเรื่อง Sapir-Whorf การเคลมแบบนี้เป็นการเคลมว่าสมมติฐานแบบแรงเป็นจริง คือเพราะพูดถึงเรื่องอนาคตอยู่แล้ว เลยเป็นการควบคุมพฤติกรรมไปเลย

แน่นอนว่างานของ Chen นั้นฟังดูน่าตื่นเต้น  อย่างน้อยก็ตื่นเต้นขนาดที่ว่า Chen ได้ไปพูดขึ้นเวที TED แล้วมีคนฟัง เปเปอร์ของ Chen ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Economic Review ซึ่งเป็นวารสาร peer-review ของอเมริกา ตัว Chen เองเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ UCLA ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดังอันดับต้น ๆ ของอเมริกา

โห โปรไฟล์ขนาดนี้ พูด TED ด้วย แบบนี้ก็น่าจะเชื่อได้ ?

คำตอบคือ ไม่น่าจะอย่างนั้น งานของ Chen ถูกรุมตีน (ต้องใช้คำนี้เลย เพราะไม่มีคำที่เบากว่านี้แล้ว) ที่บล็อกชื่อ Language Log ซึ่งคนที่เขียนเป็นอาจารย์ภาษาศาสตร์ชั้นนำหลายคน เช่น Mark Liberman (UPenn), Geoffrey K. Pullum (University of Edinburgh), Paul Kay (Berkeley), Arnold Zwicky (Stanford) เป็นต้น

บน Language Log Pullum บอกถึงปัญหาของงาน Chen มากมาย เช่น ทำไมต้องเป็นการสรุปแบบของ Chen ที่ถูก ? คือเราสามารถพูดได้เหมือนกันว่า “strong FTR ทำให้คนคิดถึงอนาคตมากขึ้น เพราะว่ามันอยู่ในตัวภาษาและใช้บ่อยเลยคุ้นเคย” ซึ่งก็เป็นไปได้เหมือนกันแต่ตรงข้ามกับสิ่งที่ Chen เสนอ การสรุปแบบ Chen ดูเหมือนจะเป็นการสรุปและตั้งสมมติฐานแบบย้อนหลัง; มีตัวอย่างมากมายที่ขัดแย้งกับการสรุปแบบของ Chen เช่นผู้พูดภาษา Pirahã เป็น weak FTR (จริง ๆ คือไม่มีรูปบ่งเลย) แต่กลับไม่เก็บอาหาร (ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคต) แม้แต่น้อย; will เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าบอก tense จริงหรือเปล่า และงานใหญ่ ๆ ส่วนมากก็บอกว่าไม่ใช่ ฯลฯ

นอกจาก Pullum แล้วยังมีคนอื่น ๆ อย่าง Sedivy ที่ไม่เชื่อ Sapir-Whorf เลยโดนสิ้นเชิง แต่ตีความว่าเป็นผลกระทบจากวัฒนธรรมที่ผูกกับภาษานั้น ๆ แทน เช่น คนพูดภาษาเยอรมันก็เป็นคนเยอรมัน หรือคนที่ “เลือก” จะพูดภาษาเยอรมัน ถ้าคนพูดภาษานี้จะมีพฤติกรรมการเงินแบบสุรุ่ยสุร่ายก็เป็นเพราะวัฒนธรรมของผู้พูดภาษานี้ เป็นต้น หรือ Liberman ที่ทำแบบจำลองให้ดูเลยว่าไม่จำเป็นต้องมีการส่งผลจากภาษาไปยังพฤติกรรม แค่วัฒนธรรมอย่างเดียวก็ได้

ความเห็นเหล่านี้เป็นความเห็นที่มีคุณค่ามาก แต่ถ้าคุณเป็น Jack คุณไม่ได้นึกถึงหรอก เพราะคุณไม่ได้มีประสบการณ์หรือพื้นหลังด้านนี้มาก่อน ส่วนบล็อกอย่าง Language Log ก็ไม่ต้องพูดถึง คุณไม่รู้จักแน่ ๆ เพราะคุณไม่ได้เรียนภาษาศาสตร์ คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้ แต่ก็เป็นเรื่องแฟนซีน่าตื่นเต้น ไม่ใช่เรื่องวิชาการจริงจัง ถึงเวลาจริง ๆ คุณก็คงมัวว้าวกับสิ่งที่คุณอ่านซึ่งคุณก็คงเห็นครั้งแรกจากการนำเสนอของ Jack คนอื่น ๆ ใน popular media อยู่ซึ่งก็รู้เรื่องรู้ราวน้อยพอ ๆ กับคุณ คุณดูโปรไฟล์ ที่มางานดูดี จบ เอาไปนำเสนอได้แล้ว นี่แหละงานว้าวต่อไปที่จะทำให้คนมาสนใจคุณเพิ่มได้

แต่คนที่ย่อยให้คนอื่นฟังไม่มีเวลามากขนาดไปนั่ง research มากมาย แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเขียนเรื่องอะไรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญตลอดเหรอ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ควรจะเขียนเรื่องหรือย่อยอะไรที่เป็นวิชาการให้คนทั่วไปเลย ?

แน่นอนว่าผมสนับสนุนการเผยแพร่เนื้อหาวิชาการให้คนทั่วไป แต่คุณลืมไปว่าคุณเป็น Jack ต่อให้คุณรอบคอบแค่ไหน ดูแหล่งข้อมูลแล้วว่าน่าเชื่อถือ (ซึ่งผมสงสัยว่าจะมี Jack สักกี่คนที่ทำอย่างนั้น) ก็ยังมีกรณีแบบ Chen หลุดมาได้

เป็น Jack เป็นได้ ย่อยเนื้อหาย่อยได้ แต่บางเรื่องมันต้องการผู้เชี่ยวชาญ คุณควรจะรู้ว่าคุณไม่ใช่ Master of everything รู้ว่าเมื่อไรที่คุณกำลังเดินข้ามเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ Jack หนอนหนังสือผู้รอบรู้เล่าให้ฟังได้ กับสิ่งที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อความถูกต้อง

เพราะบางทีเป็นแค่ Jack มันไม่พอ