โดนขายตรง !

เรื่องนี้เกิดขึ้นราว ๆ หนึ่งเดือนก่อน (ถ้าจำไม่ผิด) พี่คนหนึ่งที่รู้จักตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ Exteen ขอไม่ออกนามและเรียกนามสมมุติว่าพี่ พ. แล้วกัน ส่งข้อความมาใน Twitter ว่าอยากเจอ ก็งง ๆ เหมือนกันว่าไม่ได้ติดต่อกันนานมาก ๆ แล้วทำไมถึงอยากเจอ ติดใจเล็กน้อยแต่ก็รู้สึกว่าคงไม่โดนอะไรแปลก ๆ เพราะเรารู้อยู่นานแล้วแหละว่าพี่ พ. นี่เข้าไปเข้าคณะหนึ่งในจุฬาฯ ดูจากที่เห็น ๆ กันอยู่บน Twitter

พอพี่เขานัดเราก็เลยคิดว่าเอองั้นเจอกันที่จุฬาฯ ที่ที่มันสาธารณะหน่อย สรุปว่าครั้งแรกที่เจอกันคือเจอที่ CULI ก็คุยกันแล้วก็แนะนำตัวกันคร่าว ๆ สั้น ๆ พี่แกก็เปรย ๆ ว่ามีแบบสำรวจเป็นงานวิจัยของอาจารย์คนหนึ่งที่มธ. กับจุฬาฯ ว่าเด็กสมัยนี้สนใจอะไร เกี่ยวกับ Career Path อะไรพวกนี้ ทีแรกบอกว่าเป็น Gen-Ed เราก็เออออไป เรายินดีอยู่แล้วที่จะช่วยเขา เราก็เป็นเชิงว่าตกลงว่าจะทำ

ต่อมาพี่เขาก็โทร. มานัดกับเราอีกที เราก็ถามชื่ออาจารย์ว่าชื่ออะไรเพื่อค้นเดี๋ยวนั้นเลยว่าเป็นใครอะไรยังไง ผลคือไม่มีอะไรขึ้นเลย ซึ่งก็เชื่อว่าตนเองไม่ได้สะกดชื่ออาจารย์ผิด ถึงจะติดใจอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

รอบที่สองเรานัดพี่ พ. ทีอักษรฯ เลย วันนั้นวางแผนว่าฟังเสร็จแล้วจะไปฟังบรรยาย “ซุน ยัดเซนในฐานะวีรบุรุษที่ถูกสร้าง-ที่ถูกลืม” ของอาจารย์วาสนา (พี่สาวของจอห์นวิญญู เป็นอาจารย์คณะอักษร) อยู่พอดี แต่เราคิดว่าไอ้แบบวิจัยอะไรนี่ก็คงใช้เวลาไม่นาน ก็เลยยอมไปหาพี่เขา มีเพื่อนอีกสองคนไปด้วย นั่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ก่อนมาเจอเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “มึงโดนขายตรงหรือเปล่า ?” เราซึ่งก็พยายามจะตรวจสอบแล้ว แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่ก็ตอบไปประมาณว่า “เออ เนี่ย กูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

เจ็บใจคือเพื่อนดันเดาถูกซะนี่

พอเริ่มพี่ พ. ก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อย เราก็ตอบไปตามปกติ พอพี่แกหยิบใบสำรวจออกมา เราก็มองคร่าว ๆ พลิกหน้าหลัง รู้สึกแปลกที่เป็นงานวิจัย แต่ไม่มีแบบยินยอมให้เซ็นเลย หัวกระดาษเขียนเฉย ๆ ว่าเป็นแบบสำรวจหรืออะไรประมาณนั้น มีแค่ช่องให้กรอกข้อมูลส่วนตัวด้านบน กับแบบติ๊ก ๆ เขียน ๆ ที่พี่เขาบอกว่าจะใช้วิธีถามเราเอา เราก็โอเคแม้ว่าจะติดใจอยู่ แต่พอเราลองถามชื่ออาจารย์ดูอีกครั้ง พี่ พ. ก็สามารถบอกชื่ออาจารย์มาได้เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ก็เลยเริ่มแน่ใจขึ้นมาว่าอาจารย์คนนี้น่าจะมีตัวตนอยู่ พี่แกไม่ได้เมกสดตอนที่ถูกถามครั้งแรก แต่มองดูจากตอนนี้อีกทีเราน่าจะคิดผิด

พี่ พ. เริ่มถามคำถามเราเกี่ยวกับชีวิตว่าวางแผนชีวิตเป็นยังไง ซึ่งเราก็ตอบไปคร่าว ๆ ตามที่ถูกถามว่า คิดว่าจะจบไปเป็นอะไร มีลูก ครอบครัว อะไรพวกนี้ยังไง คิดว่าต้องใช้เงินเท่าไร ทำอาชีพเป็นอะไร แล้วอาชีพที่ว่านี้เงินจะพอไหม ซึ่งเหล่านี้ถูกจำกัดด้วยช่องโง่ ๆ ที่มีให้ติีกอยู่ไม่กี่ช่อง อย่างอาชีพ เราอยากอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้เป็นทั้งข้าราชการ หรือพนักงานเอกชน ถ้าจำไม่ผิดปัจจุบันจะถือว่าเป็น “พนักงานของรัฐ” ก็จำต้องติ๊กว่าเป็นข้าราชการ เพียงเพราะมันเป็นช่องติ๊ก

ที่ตลกคือเรื่องครอบครัว พอตอบไปว่าจะไม่คิดจะมีครอบครัวพี่แกก็เงิบ (สงสัยว่าไม่เคยเจอแบบนี้) ไม่รู้จะไปต่อยังไง คิดว่าตามสูตรที่เขากะไว้คือ เงินที่ได้อะ ไม่พอเลี้ยงครอบครัวหรอก เราเป็นเด็กอักษรฯ ด้วยไง ตรงนี้ไม่น่าจะยากเพราะเด็กอักษรฯ มันไม่ได้มีงานที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำแบบชัดเจนอยู่แล้ว พี่แกก็ไหวพริบดี เปลี่ยนมาเรื่องเลี้ยงพ่อแม่แทน เราก็ว่าพ่อแม่มีบำนาญอยู่แล้ว คิดว่าพอสำหรับพวกท่าน (พี่แกก็เงิบอีกยก) แต่เราก็พูดต่อว่าจะพยายามเลี้ยงดูท่านให้ได้มากที่สุด เผื่อว่าพี่แกจะได้เขียนลงไปในแบบสอบถามโง่ ๆ นั้นได้ง่ายขึ้น

จากนั้นก็เป็นเรื่องทัศนคติต่อการเปิดประชาคมอาเซียน แล้วก็เรื่องอื่น ๆ ที่จำไม่ค่อยได้แล้ว ส่วนมากแบบสอบถามก็จะพยายามดึงและโน้มน้าวให้เราเห็นว่าเราต้องรีบ ๆ วางแผนชีวิตตั้งแต่วันนี้ เงินที่มีในอนาคตไม่พอหรอก ฯลฯ พอจบแบบสอบถาม เราก็เปิดมือถือขึ้นมาดูเวลาเล่น ๆ เพราะว่ากินเวลาเยอะกว่าที่ควร พอเปิดขึ้นมาก็เห็นว่าเพื่อนได้ส่งข้อความมาบอกอยู่แล้วว่าเป็นขายตรงแน่นอนเหมือนที่มันเคยเจอ “พอเริ่มขีดเส้นสองเส้นเมื่อไรลุกเลยนะ”

หลังจากนั้นพี่ พ. ก็คุยว่าเออเคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนไหม เราก็ตอบไปตามจริงว่า “มันก็เป็นเรื่องเบสิกที่คิดกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอครับ” ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากความจริงเท่าไร ก่อนที่เราจะเลือกเข้าอักษรฯ เราหาข้อมูลและคุยกับคนเยอะมาก วางแผนชีวิตไว้ว่าอยากจะทำอะไรบ้าง แล้วต้องทำยังไงถึงจะไปสู่จุดนั้นได้ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ชัดเจนกว่าที่ตอบไปในแบบสอบถามอีก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

แล้วพี่ พ. แกก็เริ่มพูดขีดเส้นอย่างที่เพื่อนว่าจริง ๆ

เป็นจุดที่ผมโกรธมาก โกรธระดับที่ตัวร้อนขึ้นมาเลย คือเข้าใจเลยว่าที่มาของคำว่า “เดือด” มาจากไหน ไม่ได้โกรธแบบรุนแรงออกมา โวยวาย แต่โกรธแบบที่มันเก็บไว้ข้างในเหมือนกาต้มน้ำที่น้ำข้างในเดือดปุด ๆ โกรธจนมือสั่นเลย เข้าใจว่าไข้ขึ้นด้วย (ไม่น่าเชื่อ!) แต่ตอนนั้นยังไม่รู้สึกว่ามีไข้

พี่ พ. ก็พล่ามว่าเนี่ยเป็นเกมให้เล่น มีเส้นสอนทางสองเส้น ทางหนึ่งยาวและต้องไปด้วยเท้า ทางหนึ่งสั้นและไปได้ด้วยรถยนต์ ทั้งสองทางมีจุดมุ่งหมายต่างกัน จะเลือกทางไหน เราก็เลือกทางรถยนต์และสั้น พี่แกก็เลยเล่นตามบทโง่ ๆ เริ่มจากถามว่าทำไมถึงเลือกทางนี้ เราก็ตอบว่ามันสั้นกว่า และไปได้ด้วยรถยนต์ แกก็ยิงคำถามมาว่า แล้วรู้สึกตะหงิดใจอะไรบ้างไหม เราก็ว่า รถยนต์มันต้องใช้น้ำมัน ซึ่งณ จุดนั้นเป็นสิ่งที่เราคิดว่าพี่แกอยากจะให้ตอบ เพราะว่าอาจจะใช้การเปรียบเทียบว่าถ้ามีขายตรงที่เป็นต้นทุน (น้ำมัน) แล้วจะไปถึงปลายทางเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่ พี่แกบอกว่าจริง ๆ ก็คือจะให้ดูว่าปลายทางมันต่างกัน ไม่ได้แปลว่าไปถึงเร็วแล้วจะดี ซึ่งเราก็เออคงงั้น เราไมไ่ด้ฟังไงว่าพี่แกบอกว่าปลายทางมันต่างกัน

จากนั้นพี่แกก็เริ่มพล่ามโน่นพล่ามนี่ ซึ่งจากจุดนั้นมาเราก็ไม่ได้สนใจแล้ว มีวิธีการหลอกล่อมากมาย ซึ่งเราก็หาช่องว่างที่เถียงได้เป็นระยะ ๆ (นี่เด็กสายมนุษยศาสตร์นะครับ) เช่น พยายามสร้างภาพให้เห็นว่า เนี่ย บางคนเสียเวลาชีวิตไปกับการทำงานจนไม่ได้ “ใช้ชีวิต” เราก็เถียงไปว่าแล้วรู้ได้ยังไงว่างานไม่ใช่ชีวิตของเขา และก็ใช้จิตวิทยาอื่น ๆ สุดท้ายก็พยายามจะชวนไปอบรมอะไรสักอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สนใจ

สุดท้ายพอจบแล้ว พี่แกก็ชวนคุยต่อนิดหน่อย สังเกตได้ว่าพี่แกคงรู้แล้วว่าเรารู้ เราก็วิจารณ์ว่าแบบสอบถามนี่มันไม่ดีเลย มันเป็นการ oversimplify ชีวิตคน เราก็บอกพี่แกไปว่า “ผมสงสัยว่างานวิจัยที่ว่าเนี่ย มีจริงไหม เพราะผมหาข้อมูลอาจารย์ที่ว่าของพี่นี่ไม่เจอเลย สงสัยว่ามีตัวตนจริงหรือเปล่า งานวิจัยนี่ก็คงไม่ได้มีจริง เพราะว่าแบบใบยินยอมให้เซ็นเอาข้อมูลไปใช้ก็ไม่มี” แล้วก็พูดจุดน่าสงสัยไปทั้งหมดเท่าที่นึกออก พี่แกก็อึ้ง ๆ แล้วก็พูดว่า “นี่ดูจริงจังนะ”

เนื่องจากรู้แล้วว่าเป็นขายตรง เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาชื่อเราไปใช้ประโยชน์อะไรหรือไม่ ก็เลยพูดว่า “ข้อมูลนั่นพี่ต้องใช้ไหมครับ” พี่แกก็บอกว่า “ต้องใช้สิอันนี้เป็นงานวิจัย” เราก็ดึงดันจนกระทั่งเขายอมส่งให้เราลบชื่อทิ้ง ทีแรกเราบอกว่าจะฉีกส่วนที่เป็นชื่อเราทิ้ง แต่มันพิมพ์อยู่หน้า-หลัง ก็เลยไม่ได้ เราก็เอองั้นแค่ลบด้วยน้ำยาลบคำผิดก็ได้ ซึ่งลบไปก็หงุดหงิดไป จากนั้นพี่ พ. ก็ขอตัวกลับบ้านด้วยท่าทางที่เหมือนจะกลัวเราอยู่เล็กน้อย

นับว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญอย่างหนึ่งเลย และได้เรียนรู้วิธีการของพวกขายตรง ซึ่งชวนให้เกลียดชังมาก

เหตุผลที่โกรธเกลียดมากคือพวกขายตรงทำราวกับว่าทุกคนต้องเหมือนกัน ทุกคนต้องอยากมีบ้าน มีรถ มีครอบครัว ต้องอยากมีเงิน มีเวลาไป “ใช้ชีวิต” คือชีวิตที่ไม่ใช่การทำงาน ไปเที่ยว ไปบันเทิง ไปผ่อนคลาย สำหรับบางคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับงาน ไม่คิดบ้างหรือว่านั่นก็เป็นการใช้ชีวิตในแบบของเขา ? พวกขายตรงกำลังทำราวกับว่าคนเหล่านี้ไม่มีความสุขกับชีวิต ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริงเลย ทำราวกับว่าความสุขของชีวิตนั้นมีเพียงรูปแบบเดียว ทำราวกับว่าชีวิตเป็นชุดของช่องโง่ ๆ ที่ให้คนติ๊กถูก หรือเป็น Radiobox ที่ให้คนเลือก ทำราวกับว่าแบบสอบถามสองหน้ากับเกมจิตวิทยาปัญญาอ่อนจะอธิบายชีวิตของคนคนหนึ่งได้ในทุกมิติ

พวกขายตรงเป็นอีกพวกหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มลังเลกับชีวิตของตัวเอง คิดว่าการใช้ชีวิตแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบหนึ่ง มีมาตรฐานบางอย่างของชีวิตที่ทุกคนจะต้องมีเหมือน ๆ กัน โดยปราศจากการมององค์ประกอบของแต่ละชีวิตว่าไม่มีความเหมือนอยู่เลย

ชีวิตของมนุษย์จริง ๆ มีหลายมิติ มีหลายแง่มุม มีทางเดินเป็นล้าน ๆ ไม่ใช่ช่องติ๊กถูกโง่ ๆ แต่เป็นช่องว่างที่แม้แต่สมุดเขียนตอบสีน้ำตาลตราพระเกี้ยวเป็นหมื่น ๆ เล่มก็มีที่ให้เขียนลงไปได้ไม่หมด

วิธีการห่วย ๆ แบบนี้ทำให้เรารู้สึกขยะแขยงและไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง เพราะใช้งานวิชาการมาบังหน้า และที่สำคัญคือไม่มีงานวิชาการจริง ๆ ด้วย ไม่มีแม้แต่งานแบบที่ใช้ประกอบโฆษณา เช่นของซุปไก่สกัดบางยี่ห้อ แต่เป็นการตลาดที่หลอกให้คนมานั่งฟังคนขายตรงพล่ามเพื่อโน้มน้าวใจล้วน ๆ ที่แย่ที่สุดคือ เป็นวิธีการแบบที่ทำลายความสัมพันธ์ของคนได้เป็นอย่างดี (นับแต่ครั้งนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกับพี่ พ. อีกเลย เห็นหน้าบนรถไฟฟ้าก็ไม่ได้เข้าไปทักแต่อย่างใด)

ถ้าใครจะทำขายตรง แนะนำว่าให้ใช้วิธีเดินไปบอกดี ๆ ว่า “มึง กูจะขายตรง สนใจไหม ถ้าไม่อย่างน้อยก็ติ๊กนี่ให้กูที” จริงใจกว่าทำให้คนขยะแขยงด้วยวิธีแบบนี้เยอะ

ป.ล. เพิ่งมานึกได้ทีหลังว่าสมัยม. 6 ก็เคยโดนแบบนี้เหมือนกันตอนนั่งอ่านการ์ตูนอยู่ที่ดิจิทัล เกตเวย์ ตอนนั้นเราก็วางแผนชีวิตไว้พอสมควรในระดับที่ทำให้เด็กม. ปลาย (คิดดู มีเด็กม. ปลายขายตรงด้วย) เงิบได้ แล้วก็ไม่สนใจจะไปอบรม

3 thoughts on “โดนขายตรง !

  1. คือ แต่คำว่าขายตรงมันก็บอกอยู่แล้วอ่ะ ว่า”สินค้าของมึงต้องเดินตรงไปขายเขา” ไม่งั้นก็ไม่มีคนซื้อ! แล้วมึงก็จะเจ๊ง!! กูงงมากเลยว่าไอ้สินค้าที่มึงรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีใครอยากซื้อ ไม่คุ้มค่า แม่งไปเอาหลักตรรกะที่ไหนมาคิดว่าของพวกนี้จะทำให้ชีวิตพวกแม่งรุ่งโรจน์

  2. #ยิ้มอ่อน กระดาษมีพื้นที่ตั้งกว้าง เส้นสองเส้นที่เธอขีดเอาไว้ มันก็ไม่ใช่เส้นทางของฉัน ….เห็นๆกันอยุ่แล้วว่าเส้นของฉันและเธอมันไม่ได้อยู่บนกระดาษใบเดียวกันเช่นนั้นหากเธอต้องการจะทำธุรกิจการสานเส้นกับฉันโปรดอย่าค่อยๆแซะเข้ามาในกระดาษของฉัน #ถือเสียว่าเราไม่เคยรู้จักกัน #และบางทีเธอควรดูหน้าคู่ค้าที่เธอหมายปอง //เบะปาก
    เคยเจอตอนอยู่บนรถไฟฟ้าเด็กแค่ประถมเดินมาทำจะขายตรงใส่ #ให้ตายเถอะเยาวชนก็ยังไม่เว้น นี่เด็กประถมนะ!!!

  3. อ่านแล้ว ย้อนคิด เพิ่งรู้สึกตัวว่าเกือบโดนที่พารากอนเมื่อปีที่แล้ว
    มาแนวโครงการช่วยเด็กด้อยโอกาส มีรูป มีเว็บไซต์(ที่บอกว่าตรวจสอบได้) ตัวเองดันเอ๋อฟังไป20นาที แต่เอะใจตอนขอข้อมูลส่วนตัว พร้อมเงินบริจาคนี่แหละ เลยปฏิเสธไป จบที่ตรงนั้น
    #เชี่ย #อาจจะโชคดีไป

Leave a Reply to คนเมา....มาก Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *