คำประกาศความเป็นไทในโรงเรียน

พอดีบริจาคเงินสร้างห้องสมุด ซึ่งเข้าใจว่าคืออันเดียวกับ ห้องสมุดสันติประชาธรรม​ ไป 200 บาท ก็เลยได้หนังสือมาด้วย (จริง ๆ คืออยากได้หนังสือน่ะแหละ) ตอนได้มาก็งง ๆ เหมือนกันเพราะคิดว่าจะหนากว่านี้ ออกมาบางนิดเดียวเอง เลยอ่านแป๊บเดียวจบ

เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือในด้านนี้เยอะเท่าผู้เขียน แล้วก็คงไม่ได้รู้ทฤษฎีอะไรเท่าผู้เขียน หากเข้าใจหรือตีความผิดพลาดจากสาส์นที่ตั้งใจจะสื่อก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าก่อน

Kamprakat

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลายอย่างซึ่งก็ปฏิเสธมิได้ว่ามีอยู่จริงในระบบการศึกษา ตั้งแต่ความพยายามในการห้ามตั้งคำถาม การไม่ให้เด็กคิด การสอนแบบทางเดียวอันเป็นการแสดงออกเชิงอำนาจ ฯลฯ จุดนี้หนังสือเล่มนี้ทำได้ดีพอสมควร แต่ผมเห็นว่ามีปัญหาในบางด้าน

การนำเสนอข้อมูลในหนังสือ เป็นการนำเสนอเพียงแง่เดียวจากความคิดของผู้เขียน มากกว่าจะเป็น “ความจริง” ที่รอบด้าน พยายามเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นกับปัญหาของระบบการศึกษาเพื่อชักจูงผู้อ่านมากเกินไป เช่น กรณีจุดประสงค์เริ่มแรกของระบบโรงเรียน

ผมกำลังอ่านหนังสือปรัชญาการศึกษา (วิทย์ วิศทเวทย์) อยู่พอดี ซึ่งกล่าวว่าการศึกษาเพื่อเชื่อมโยงคนในชาตินั้นเป็นความจริง แต่นอกจากการหล่อหลอมคนในชาติ ซึ่งผมตีความว่าผู้เขียนติดป้ายว่าเป็นเสมือนการ “ล้างสมอง” นั้น แล้วยังมีปัจจัยด้านอื่น ๆ อีก เช่น การป้องกันประเทศ การสร้างข้าราชการ

สิ่งเหล่านี้จะตีความอย่างผู้เขียนว่าเป็นการทำเพื่อ “สนองชนชั้นปกครอง” อย่างผู้เขียนก็ได้ แต่นั่นอาจไม่ใช่ความเป็นจริง หรืออาจเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว อาจมีปัจจัยอื่น ๆ อีกนอกจากการสนองชนชั้น การเขียนเสมือนกับว่ามันคือ “ประวัติศาสตร์” มันคือ “ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น” แล้วบอกว่า “เธอจะไม่ชอบใจก็ได้ แต่เธอฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ควรรู้” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าไม่น้อยสำหรับหนังสือเล่มนี้ ที่เชิญชวนให้ตั้งคำถาม แต่กลับไม่พูดว่า “เธอจะไม่ชอบใจ และคิดว่าที่ฉันพูดไม่จริงก็ได้ แต่เธอต้องถกเถียงกับฉันด้วยเหตุผล”

ผู้เขียนข้ามขั้นตอนการเชื้อเชิญให้ตั้งคำถาม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นประเด็นสำคัญของหนังสือ และเขียนต่อไปราวกับมันเป็นความจริงแน่ ๆ ซึ่งจุดนี้ผมเห็นว่าทำไปเพียงเพื่อการชักจูงเข้าสู่ประเด็นหนึ่งที่ครอบความคิดของหนังสือทั้งเล่มนี้ไว้ นั่นคือความเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยนั้นเป็นเพียงระบบมูลนายและระบบโรงงาน ซึ่งผมเห็นด้วยเพียงแค่บางส่วน และไม่คิดว่าเราสามารถอุปมาระบบการศึกษาไทยกับระบบดังกลาวได้อย่างชัดเจนอย่างนั้น มันไม่ได้เหมือนขนาดนั้น แม้จะมีบางส่วนที่ตรงกันอยู่บ้าง

จริงอยู่ที่ว่าหากผู้อ่านตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาในการอ่าน อาจไม่เกิดปัญหาเชื่อโดยไม่คิดจากข้อเขียนเหล่านี้ แต่หนังสือนี้มีจุดประสงค์ในการกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามมิใช่หรือ ? ถ้าเช่นนั้นแล้ว การบอกว่ามันเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น โดยไม่ทิ้งความสงสัยในตัวเองไว้เลย จะทำให้เกิดการตั้งคำถามได้จริงหรือ

อีกกรณีหนึ่งที่ชัดเจนคือ การด่วนสรุปว่าการที่พ่อแม่ หรือครูหลายคนพยายามผลักดันให้ลูกเป็นไปในแนวทางที่ตัวเองต้องการด้วยความกลัวนั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระ และยังสรุปไปไกลกว่านั้นด้วยว่า ที่พยายามผลักดันให้เป็นไปตามครรลองของสังคมนี้ เป็นเพราะความกลัวความล้มเหลวของพวกเขาเอง ซึ่งก็อาจจะจริง แต่การมองภาพความพยายามผลักดันทั้งหลายว่าเกิดจากความกลัวนั้นเป็นเรื่องที่จริงแท้แล้วหรือ ? เป็นไปได้ไหมว่า พวกเขาไม่ได้กลัวพวกเขาเองล้มเหลว เพียงแต่รักจึงไม่อยากให้ลำบาก ? ความมั่นคงนั้นไม่มีจริงจริง ๆ หรือ ? สถิติอาชีพทั้งหลายบอกเราได้หลาย ๆ อย่าง และสำหรับผมสิ่งที่ผู้เขียนคงเรียกว่า “การทำตามสังคมเพียงเพราะกลัว” นั้นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแม้แต่น้อย

ผมเป็นคนหนึ่งที่ก้าวออกมาจากสายวิทยาศาสตร์มาเรียนสายมนุษยศาสตร์ที่ตัวเองต้องการ พ่อแม่ผมเองก็คงจะกลัวตอนที่ผมตัดสินใจหันออกมา แต่สุดท้ายผมก็เป็นคนเลือก และพ่อแม่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าล้มเหลวแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่ทีแรกที่ผมถูกพยายามบังคับให้ไปในทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเพราะว่ามัน “มั่นคง” กว่า และผมก็เชื่อว่ามันมั่นคงกว่าจริง ๆ แม้ว่าสุดท้ายผมจะเดินสายที่ต้องการอยู่ดี ผมเชื่อมาตลอดว่าทั้งหมดเป็นความหวังดีที่ขับเคลื่อนพ่อแม่ อาจจะมีความกลัวด้วยแหละ แต่ไม่ใช่ความกลัวว่าตัวเองจะล้มเหลว หากเป็นความกลัวว่าลูกจะล้มเหลว ซึ่งก็อาจจะหมายถึงความล้มเหลวของพ่อแม่ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากลัว

ผมเชื่อว่าความมั่นคงนี้มีจริง ไม่ใช่สิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพราะความกลัว แต่โลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความมั่นคงของทางเลือกต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น ลดลง ซึ่งอาจแตกต่างกับยุคของคนรุ่นก่อน ๆ แต่ความมั่นคงเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ที่ถ้าคนที่มีความกล้าที่จะเลือก เชื่อมั่นในอิสรภาพของตัวเองจริง ๆ และรู้จักคิดแล้ว ก็อาจจะไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจเท่าใดนัก

อีกหนึ่งปัญหาที่พบคือ ผู้เขียนนั้นออกจะเหมารวมโรงเรียนและระบบการศึกษาไทย รวมถึงบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปเสียหน่อย ในชีวิตของผู้เขียน รวมถึงชีวิตของผมด้วย คงไม่ได้เห็นโรงเรียนมากมาย โดยเฉพาะในจังหวัดที่ห่างไกลออกไปที่ระบบอาจแตกต่างโดยสิ้นเชิง โรงเรียนของผมเองก็มีส่วนที่ไม่น่าชอบใจเช่นที่ผู้เขียนยกมา แต่ทว่าก็เป็นที่ที่นักเรียนมีสิทธิ์มีเสียง กล้าลุกขึ้นมาพูดกับอาจารย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง อาจารย์หลายท่านในโรงเรียนก็มีความสามารถในการสื่อสารกับนักเรียนได้ด้วยเหตุผล สวนทางกับสิ่งที่ผู้เขียนเขียน ผมเห็นว่า ผู้เขียนอาศัยประสบการณ์จากในโรงเรียนที่ได้รับการปฏิบัติจากอาจารย์อย่างเลวร้ายมากไปเสียหน่อย ทำให้มองภาพของโรงเรียนเน่าเฟะกว่าที่เป็นอยู่จริง

ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่ผมไม่เห็นด้วยอีก เช่น ความเชื่อว่าทรัพยากรนั้นสามารถจัดสรรได้อย่างเป็นธรรมทุกคน แต่ในทัศนะของผมแล้วเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และการแข่งขันเป็นสิ่งจำเป็น และด้วยความจำเป็นของการแข่งขันนี้ ก็ทำให้การวัดผลด้วยเกรดเองก็เป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญพอสมควร แต่นั่นก็เป็นเพียงความเชื่อที่คิดว่าก็คงถกกันต่อไปได้ในภายหลัง

นอกจากประเด็นที่ไม่เห็นด้วยเหล่านี้แล้ว ส่วนที่เหลือซึ่งไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อยเท่ากับที่ผมร่ายมาก็เห็นด้วยอยู่มาก เช่น การเรียนการสอนที่โบราณและไม่กระตุ้นให้คิดเลย การเรียนวรรณคดีแบบที่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้อภิปรายถึงความหมาย แต่เป็นการถอดความแบบตรง ๆ และเป็นการสอนในทางเดียวจากครูสู่เด็ก กฎระเบียบที่พยายามยัดเยียดให้เด็กโดยไม่อธิบายถึงเหตุผล ซึ่งผมเห็นว่าการจะมีกฎก็ย่อมได้ แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ ส่วนเหล่านี้ที่ผมเห็นด้วยคงไม่มีอะไรที่ให้พูดมากนัก นอกจากว่าต้องขอชมเชย ในฐานะคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ผมคงไม่สามารถเขียนอะไรที่มีความเชื่อและพลังแรงกล้าเท่านี้ได้

สิ่งที่สุดท้ายที่อยากจะฝากถึงผู้เขียนคือ หลาย ๆ อย่างที่ผู้เขียนต้องการนั้น มีให้แล้วในมหาวิทยาลัย รวมถึงในโรงเรียนมัธยม (แม้จะแค่บางส่วน) หรืออย่างน้อยก็ค่อนข้างชัดในคณะของผม (อักษรศาสตร์ จุฬาฯ) ซึ่งผู้เขียนคงยังไม่ได้สัมผัส ณ จุดที่เขียนและ ณ ตอนนี้ จึงอาจมองภาพว่าการศึกษานี้เลวร้ายยิ่ง หากได้มาสัมผัสแล้วก็อาจจะมีมุมมองที่ดีขึ้นบ้าง ข้อเขียนของผู้เขียนทำให้ผมนึกถึงการเรียนวรรณคดีเรื่องอิเหนาในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการเชื่อมโยงทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์กับพฤติกรรมของอิเหนา และวิเคราะห์อิเหนาในปริบทการเมือง

แต่แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะติดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย หรือแค่ในคณะ เพราะการเพิ่งมามีในระดับนี้ก็ช้าเกินไปแล้ว ควรจะขยายมันลงไปทั้งระบบ เพื่ออิสรภาพทางความคิดของผู้เรียนอย่างแท้จริง เพือความเป็นมนุษย์ตามที่ผู้เขียนต้องการ

คำประกาศความเป็นไทในโรงเรียน อาจไม่ใช่หนังสือที่ผมกล้าพูดว่าเป็นหนังสือดี หรือเป็นหนังสือที่ผมชอบ แต่ว่าก็เป็นหนังสือที่ผมคงจะแนะนำ สำหรับคนที่สนใจเรื่องการศึกษาไทย มันเป็นหนังสือที่แสดงถึงความเห็น กระบอกเสียงของนักเรียนคนหนึ่ง ที่ผมเคยตราหน้าว่าออกมาเรียกร้องเพียงเพราะแค่ไม่ชอบผมเกรียน ซึ่งได้ประกาศความคิดของตัวเองไว้ได้ค่อนข้างชัด และน่าฟังเพื่อนำมาพูดคุยกันต่อไป

หนังสือเล่มนี้ สำหรับผมแล้ว อาจไม่ประสบผลสำเร็จในการนำเสนอความคิดหลายส่วนย่อยในหนังสือ แต่ก็ประสบความสำเร็จที่ทำให้คนมองการศึกษาไทยในมุมมองที่ต่างออกไป และคำนึงถึงความเป็นไททางความคิด

One thought on “คำประกาศความเป็นไทในโรงเรียน

  1. ลองอ่านหนังสือ ‘กบฏความคิด’ ของท่านกฤษณมูรติดูบ้างครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *