“ศาสนา”

ช่วงหลังๆมานี้ คนที่ผมรู้จักในเน็ต (และในโลกจริงๆบางคน) เป็นคนที่ไม่ยึดถือ ‘ศาสนา’ ใดๆ เป็นสรณะเลย ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลของเขา ส่วนมากก็มักจะเป็นประมาณว่า ศาสนาเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล สิ่งศักดิ์สิทธิ์รังแต่จะทำให้คนไม่ยึดถือในความจริง หลักเหตุและผล มีตัวตนที่ ‘แตะต้องไม่ได้ ลบหลู่ไม่ได้’ ฯลฯ

ผมเป็นคนหนึ่งที่นับถือศาสนา ศาสนาที่ผมนับถือคือ พุทธ นิกายเถรวาท (ดังนั้นจะขอไม่พูดถึงนิกายมหายาน ซึ่งผมไม่เชื่ออะไรเลยสักอย่าง) ทว่าการ ‘นับถือ’ ในแบบของผมนั้น ไม่ใช่การไหว้ การกราบเบญจางคประดิษฐ์ ไม่ใช่การคลั่งในพระพุทธรูป และแน่นอนว่า ยิ่งไม่ใช่การถือปลัดขิก ห้อยพระ สักยันต์ ใบ้หวย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมไม่เห็นว่าเป็น ‘พุทธ’ ด้วยซ้ำ!

การนับถือของผมคือการเชื่อในหลักที่ผมเห็นว่าเป็น แก่น ของศาสนาเท่านั้น เชื่อในหลักที่เห็นว่าถ้านำมาดำรงชีวิตแล้วจะมีประโยชน์จริง เช่น หลักการเหตุผล เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด (ปฏิจจสมุปบาท, อิทัปปัจจยตา) ส่วนสิ่งที่เชื่อได้ยาก เช่น พระพุทธเจ้าเกิดมาเดินเจ็ดเก้าชี้นิ้วเปล่งเสียง คนสมัยก่อนอายุมหาศาล พระอรหันต์แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ สวรรค์ห้าชั้น ไตรโลก นั้น ผมไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อ แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าเชื่อ ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ใดๆ (เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันยังทำไม่ได้) นั้น ผมก็จะทิ้งมันไว้อย่่างนั้นโดยไม่ใส่ใจอะไร

ในส่วนสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง นิพพาน สมาธิขั้นสูง ฌาน เหล่านี้ที่เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธ ผมก็มีความเห็นแบบเดียวกันแบบย่อหน้าที่แล้ว นั่นคือยังไม่ได้สนใจอะไร ไม่คิดจะเข้าหาอย่างลึกซึ้งเพื่อพิสูจน์ด้วย

ผมสวดมนต์ ผมเวียนเทียน แต่เหตุผลที่ผมสวด ผมเวียน ไม่ใช่เพื่อความศักสิทธิ์ จริงที่ผมระลึกคุณพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ แต่ไม่ใช่ในแง่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมทำิสิ่งเหล่านั้นเพราะมันทำให้จิตใจสงบ ฝึกสมาธิ ซึ่งมีผลจริงๆ ในการทำสิ่งต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเสกสรรค์ปั้นแต่งในศาสนาเพื่อให้คนหลงเชื่อ

แน่นอนว่าผมคงรู้สึกไม่ค่อยดีที่มีคนมาตัดต่อภาพของพระพุืทธเจ้า แต่เหตุผลที่รู้สึกไม่ดี ไม่ใช่เพราะเห็นเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” แต่เป็นเพราะเป็นการทำลายคนที่ผมเคารพในฐานะผู้สอนหลักการดำเนินชีวิต

พ่อผมเคยพูดเกี่ยวกับพุทธประวัติไว้อย่างหนึ่ง ผมชอบยกขึ้นมาและชอบมันมาก นั่นคือ

แต่เดิมคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นไงไม่รู้ โดนแก้ไปก็หลายรอบ จะว่าไม่มีการบิดเบือนเลยก็คงยาก ก็ต้องมีเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาประกอบดึงคนเข้ามานับถือ

พวก “เรื่องเหนือธรรมชาติ” นี้ในมหายานเนี่ยมีมาก เถรวาทก็น้อยแล้ว

สุดท้ายก็ ขอฝากไว้สั้นๆ สำหรับคนที่ยึดวิทยาศาสตร์เป็นสรณะแบบไม่ลืมหูลืมตา ครูฟิสิกส์คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า

เรารู้ได้ไงว่าไอ้ไฟฟ้าที่มีๆอยู่เนี่ย มันเป็นไปตามกฎงี้จริง เรารู้ได้ไงว่าไอ้แรงโน้มถ่วงเนี่ย ไม่ใช่ผีทำ ผีแม่งอาจจะหัวเราะเราอยู่ก็ได้ เออมึงบ้าตั้งกฎกันไปเอง กูทำมึงยังไม่รู้เลย ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เชื่อหลักวิทย์จริง ถ้าวันนึงเราพิสูจน์ได้ว่าแ่ม่งเป็นไอ้ผีพวกนี้ทำ ก็เป็นไปตามนั้น

แน่นอนว่าประโยคข้างต้นเป็นคนละอย่างกับ “อ่าวมึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่มี ก็แปลว่ามี” แต่เหมือนเตือนมากกว่าว่า เนี่ย ไม่ใช่ยึดถือในสิ่งที่เราตั้งขึ้นมาแบบไม่สนใจอย่างอื่น ยึดติดไป แบบนั้นคุณก็ไม่ได้แตกต่างกับพวกงมงายในศาสนา และถ้าถามผมจริงๆ พวกคลั่งวิทย์ในลักษณะนี้ก็ไม่ได้ดีกว่าศาสนาเท่าไรหรอก แค่เพ้อน้อยกว่านิดนึง.

One thought on ““ศาสนา”

  1. ทำไมถึงไม่เชื่อ | Fantasier

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *